วันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

นักวิชาการเผยสูตร “5 แกงไทย” ที่ฆ่าและยับยั้งเซลล์ “มะเร็ง” ได้

พฤศจิกายน 12, 2560 0
“โรคมะเร็ง” ถือเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนแทบทั่วทุกมุมโลกเป็นอันดับต้นๆ ถึงแม้วิทยาการด้านการแพทย์ของมนุษย์เราในปัจจุบันจะเจริญก้าวหน้าไปมาก แต่ก็ยังไม่สามารถรักษาโรคมะเร็งได้หายขาด 100%


แต่ล่าสุด จากผลงานวิจัยของ รศ.ดร.สมศรี เจริญเกียรติกุล อาจารย์ประจำฝ่ายเคมีทางอาหาร สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าอาหารที่เรากินกันอยู่เป็นประจำอย่าง “แกงไทย” มีประโยชน์สามารถฆ่าเซลล์มะเร็ง อีกทั้งยังช่วยยับยั้งและลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้จริง

จากผลการวิจัยและทดสอบพบว่าแกงที่สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้คือ

แกงเลียง แกงส้ม แกงป่า แกงเหลือง และ ต้มยำ โดยแกงที่ฆ่ามะเร็งได้มาเป็น

อันดับ 1 คือ แกงเลียง สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดเซลล์มะเร็งขึ้น 50 กว่าเปอร์เซ็นต์ ส่วน

แกงส้ม และ แกงป่า สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งแบบธรรมชาติได้ประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ ส่วน

แกงเหลือง ได้ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ และสุดท้ายคือ

ต้มยำ ที่ 30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับยาที่ใช้ในการรักษามะเร็งซึ่งสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์

โดยอันดับหนึ่งอย่าง แกงเลียง สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตายแบบธรรมชาติ (เซลล์มะเร็งตายเองโดยไม่เกี่ยวกับเซลล์ข้างเคียง) อันดับสองอย่าง แกงส้ม และ แกงป่า หรือ แกงเหลือง กับ ต้มยำ ที่เป็นแกงที่สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตายแบบผิดธรรมชาติมากที่สุด(เซลล์มะเร็งตายเป็นกลุ่ม โดยเกิดการบวมและอักเสบแตกทำให้เซลล์รอบข้างตายไปด้วย)

อย่างไรก็ตามทั้งนี้ทั้งนั้นควรบริโภคสลับพลัดเปลี่ยนหมุนเวียน เพราะนอกจากทำให้ไม่เบื่อจำเจแล้วทุกเมนูต่างมีสรรพคุณค่า เครื่องเทศ สมุนไพร ที่ดีล้วนแล้วแต่ดีต่อสุขภาพ รู้แบบนี้แล้ว รีบหามาแกไทยมาทานกันทั้งนั้นเลย==ขอบคุณข้อมูลจาก: Mahidol Channel มหิดล แชนแนล , FoodTravelTVChannel

ปรึกษาเกี่ยวกับโรคมะเร็ง
โทร::093-974-5878
Line : 989shop








http://www.bim100.site
http://www.phumsomdul.club
https://www.facebook.com/bim100.site

วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

สูตรรักษามะเร็ง!! ด้วยส่วนผสม 3 สมุนไพรบ้านๆ ที่หาได้ง่ายๆ!

พฤศจิกายน 09, 2560 0
ในปัจจุบันนี้หลายๆ คนเริ่มจะหันมาใส่ใจในสุขภาพร่างกายของตัวเองกันมากขึ้น เพราะอาหารการกินในปัจจุนันี้มีเหล่าบรรดาเชื้อโรคต่างๆ มากมาย ที่กลายพันธ์ตัวเองขึ้นมาอย่างไม่หยุดยั้ง สามารถต้านยารักษาหรือเรียกอีกอย่างว่า "ดื้อยา" ทำให้เกิดโรคต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะโรคมะเร็ง ที่เรียกได้ว่าเป็นโรคยอดฮิตที่ผู้คนเป็นกันเยอะมากๆ ในปัจจุบัน ยิ่งมากกว่าโรคติดต่อเสียอีกด้วยซ้ำ อย่างวันนี้ ไข่เจียว ก็มีเคล็ดลับดีๆ มาฝากทุกคนได้ชมกัน เป็นสูตรรักษามะเร็ง เป็นทางอีกทางเลือก เอาไปลองดูนะครับ
น้ำว่านหางจระเข้ 100 กรัม


วอลนัท 500 กรัม
น้ำผึ้งบริสุทธิ์ 300 กรัม

วิธีทำ
นำส่วนผสมทั้งหมดมาปั่นจนเป็นเนื้อเดียวกัน (สามารถบดด้วยมือหรือใช้เครื่องปั่นก็ได้)
วิธีใช้
กินส่วนผสมนี้หนึ่งช้อนชา ก่อนอาหารเช้าครึ่งชั่วโมง (แนะนำให้ทำสดใหม่ทุกวัน)

ทำไมถึงต้องเป็นว่านหางจระเข้
พืชชนิดนี้มีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างน่าอัศจรรย์ มันถูกนำมาใช้รักษาปัญหาสุขภาพต่างๆ ตั้งแต่สมัยโบราณ
สิ่งสำคัญที่คุณควรทราบ
หากคุณตัดสินใจที่จะลองรักษาด้วยวิธีธรรมชาตินี้ คุณต้องบริโภคผักและผลไม้อื่นๆ ในปริมาณมากๆ ควบคู่ไปด้วยระหว่างการรักษา
แต่อย่างไรก็เป็นแค่หนึ่งทางเลือก เป็นวิธีแบบชาวบ้านๆ ที่ช่วยรักษาได้นะครับ ขอบคุณที่มาจาก : rak-sukapap.com

ปรึกษา
โทร 093-974-5878
Line : 989shop





วันอังคารที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

พบโรค 'มือ เท้า ปาก' สายพันธุ์รุนแรงระบาดเพิ่ม 5 เท่า แพทย์ออกมาเตือน

พฤศจิกายน 07, 2560 0

เมื่อวันที่15ต.ค. นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า โรคมือ เท้า ปาก เกิดการระบาดในประเทศไทยมานาน ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสคอกซากีเอ6เอ16ซึ่งไม่ค่อยรุนแรงนัก เด็กจะมีกาอารไข้ สูง เป็นตุ่มน้ำใส ที่ฝ่ามือ ฝ่าท้า อย่างไรก็ตาม ยังมีเชื้อเอ็นเทอร์โรไวรัส71หรือ อีวี71ซึ่งเป็นเชื้อรุนแรงที่ทำให้เกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อสมอง

โดยเฉพาะตรงแกนสมอง กล้ามเนื้อหัวใจ และเสียชีวิตได้ ซึ่งอัตราตายจากเชื้ออีวี71พบว่าถ้าเป็นในเด็กอายุต่ำกว่า1ปี โอกาสเสียชีวิต1ใน100คน ถ้าต่ำกว่า3ปี โอกาสเสียชีวิตเป็น1ต่อ300คน แต่ถ้าอายุมากกว่านี้โอกาสเสียชีวิตก็น้อยลง อาจจจะเป็น1ต่อ3,000คน และโอกาสเป็นมือ เท้า ปากก็น้อยลง



นพ.ยง กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ในการระบาดของโรคมือ เท้า ปาก ในปีที่ผ่านมาจะพบว่าเกิดจากเชื้ออีวี71เพียงร้อยละ10แต่ล่าสุดตั้งแต่ต้นปี2560จนถึงตอนนี้ตรวจพบว่าในจำนวนเด็กที่ป่วยมือ เท้า ปาก เกิดจากเชื้ออีวี71ถึงร้อยละ50 หรือเพิ่มขึ้นจากเดิม5เท่า พบมากที่ภาคเหนือตอนล่าง อีสาน กทม. ซึ่งจากที่มาตรวจที่แล็ปจุฬาฯ500คน พบเป็นอีวี71แทบทั้งนั้น และเสียชีวิตอย่างน้อย3ราย จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก เพราะเป็นเชื้ออันตรายที่เข้าสมอง กล้ามเนื้อหัวใจและเสียชีวิตได้ และเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ตนได้รับการปรึกษามาจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจ.ขอนแก่น ว่ามีเด็ก1คนเป็นมือ เท้า ปาก วันรุ่งขึ้นหอบ และเสียชีวิต เร็วมาก ลักษณะนี้เป็นการอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ



นพ.ยง กล่าวต่อว่า เป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก เพราะอีก2สัปดาห์เด็กก็จะเปิดเทอมแล้ว แม้ระยะนี้อัตราป่วยเริ่มลดลง แต่ตราบใดที่ยังไม่หมดหน้าฝน แล้วเข้าสู่หน้าร้อนจริงๆ ก็ยังน่าเป็นห่วง เพราะเชื้อก่อโรคนี้ไม่ว่าสายพันธุ์ใดนั้นเจริญเติบโตได้ดีช่วงหน้าฝน มีความคงทุนสูงในสิ่งแวดล้อมไม่สามารถฆ่าเชื้อได้ด้วยแอลกอฮอล์ หรือกรด สารเคมีที่จะฆ่าเชื้อนี้ได้คือ คลอรีน โซเดียมไฮโปตคอไรด์ ไฮเตอร์ น้ำยาล้างห้องน้ำ และกลุ่มฟอร์มาลีน เป็นต้น โรคนี้ ติดต่อง่ายมาก โดยเอาเชื้อที่มาทางสารคัดหลั่ง น้ำลาย อุจจาระ และเข้าสู่ร่างกายโดยการใช้มือสัมผัสของที่มีเชื้อเข้าปาก เมื่อเด็กได้รับเชื้อระฟักตัว3-5วัน อาการเริ่มต้นมีไข้ วันเดียวเท่านั้นก็จะเริ่มมีตุ่ม มีแผลในปาก บริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ รอบทอนซิล กระพุ้งแก้ม ส่วนที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า เป็นตุ่มน้ำใสๆ เล็กๆ ในรายที่เป็นมากอาจจะขึ้นที่หัวเข่า ข้อศอก รอบก้น บางรายเล็บหยุดการเจริญเติบโต



"สิ่งที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวัง1.เป็นไข้สูงไม่ลด2.ตาลอย ซึม ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงของสมอง3.หัวใจเต้นเร็ว เต้นแรง4.กระตุกที่ปลายมือ ปลายเท้า หรือหอบ น้ำลายฟูมปาก การรักษาตามอาการอย่าให้ขาดน้ำ ให้กินของที่เย็นขึ้นมาหน่อยเพื่อไม่ให้เจ็บปากน้อยลง ใช้เวลา3-5วัน อย่างช้าไม่เกิน7วันก็หาย แต่ในรายที่เป็นมากจะต้องรักษาด้วยยา ปัจจบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือการล้างมือบ่อยๆ เพราะเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายโดยการที่มือสัมผัสเชื้อแล้วเข้าปาก การล้างต้องล้างให้ถูกวิธี ล้างนานจบ1เพลง กินอาหารที่สุก ไม่ใช้ช้อนเดียวกันป้อนอาหารเด็กอนุบาล เมื่อเกิดป่วย3รายขึ้นไปควรเปิดห้องเรียน เพื่อทำความสะอาด" นพ.ยงกล่าว

ขอขอบคุณที่มาจาก : สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข,kaijeaw.com

รีบใส่ใจตัวเองและคนที่คุณรัก การจะป้องกันโรคร้ายได้นั้น ร่างกายต้องมีภูมิคุ้มกัน เพื่อใช้ในการต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆได้ นั่นคือเซลล์เม็ดเลือดขาว แต่การมีเซลล์เม็ดเลือดขาวน้อยเกินไปก็ไม่ดี มากเกินไปก็ไม่มี ต้องมีปริมาณที่พอดี เราจะพาไปรู้จักกับ การปรับภูมิสมดุล หรือลักษณะของภูมิสมดุลเป็นอย่างไร ลองไปฟังจากผู้เชี่ยวชาญ

ปรึกษาปัญหาสุขภาพและถามตอบภูมิสมดุล
โทร.093-974-5878 หรือ Line : 989shop


เว็บไซต์ Bim100 
เว็บไซต์ ภูมิสมดุล
แฟนเพจ Bim100.site

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

รีบหามาทานเลย!!!แพทย์แนะ 9 อาหารต้านมะเร็ง

พฤศจิกายน 02, 2560 0
           อธิบดีกรมการแพทย์ เผยโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตดับหนึ่งของคนไทยต่อเนื่อง จากการศึกษาพบว่าอาหารมีส่วนสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งประมาณ 30-50% แนะลดเสี่ยงด้วย 9 เคล็ดลับสู่อาหารต้านมะเร็ง

นายแพทย์ธีรพล โตพันธานนท์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคมะเร็งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของไทยมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญจากสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกาย เช่น สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหาร อากาศ เครื่องดื่ม รวมถึงการได้รับรังสี เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และพยาธิบางชนิด และปัจจัยจากภายในร่างกาย เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรม ความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกันและภาวะทุพโภชนา เป็นต้น โรคมะเร็ง คือ กลุ่มโรคที่เกิดจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติที่ DNA หรือสารพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโตแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเซลล์อย่างรวดเร็วและมากกว่าปกติ จึงอาจทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติและทำให้เกิดการตายของเซลล์ในก้อนเนื้อ เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง ถ้าเซลล์พวกนี้เกิดอยู่ในอวัยวะใดจะเรียกชื่อ มะเร็ง ตามอวัยวะนั้น เช่น มะเร็งปอด มะเร็งสมอง มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น การรักษามะเร็งแต่ละชนิดจะมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอวัยวะที่เป็นมะเร็ง ระยะของมะเร็ง สภาพร่างกายของผู้ป่วยมะเร็ง การรักษาจะยากหรือง่ายก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์มะเร็งและการดำเนินโรค

นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า พบว่าอาหารมีส่วนสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งประมาณ 30-50% โดยเฉพาะอาหารที่มีราสีเขียว-สีเหลืองขึ้น อาหารที่มีไขมันสูง อาหารเค็มจัดส่วนไหม้เกรียมของอาหารปิ้ง ย่าง รมควัน และอาหารที่ถนอมด้วยเกลือ ดินประสิว อาหารจำพวกนี้จะมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็ง การเลือกทานอาหารที่ดีมีประโยชน์จะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ รวมถึงโรคมะเร็ง


ดังนั้น ขอแนะนำ 9 เคล็ดลับอาหารต้านมะเร็ง ได้แก่

1. กินผักหลากสี เช่น มะเขือเทศ ฟักทอง แครอท คะน้า บล็อคโคลี่ ผักบุ้ง กวางตุ้ง ตำลึง กะหล่ำสีม่วง มะเขือม่วง ผักกาดขาว ดอกแค เป็นต้น

2.ควรทานผลไม้ที่มีวิตามินและแร่ธาตุหลากหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

3. อาหารธัญพืชและเส้นใย ธัญพืชเต็มเมล็ด คือ ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสีหรือขัดสีน้อยที่สุดทำให้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ได้แก่ ข้าวกล้อง ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ลูกเดือย เป็นต้น

4.เครื่องเทศมีสรรพคุณลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งและกระตุ้นระบบภูมิคุมกันได้

5.เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ชาเขียว น้ำแครอท น้ำส้ม น้ำขิง เป็นต้น

6.ปรุงอาหารอย่างถูกวิธี หลีกเลี่ยงการปิ้งย่างจนไหม้เกรียมและอาหารแบบดิบๆ สุกๆ โดยเฉพาะปลาน้ำจืดที่มีเกล็ด ไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำหลายๆ ครั้ง

7.หลีกเลี่ยงอาหารไขมัน ได้แก่ ไขมันอิ่มตัว เช่น กะทิ เนย ไขมันสัตว์

8.ลดบริโภคเนื้อแดง ควรจำกัดการรับประทานเนื้อแดงให้เหลือเพียงสัปดาห์ละ 500 กรัม และ

9.เกลือแกงอาหารหมักดองต้องน้อยลง ในวันหนึ่งๆควรบริโภคเกลือไม่เกินวันละ 6 กรัม ทั้งนี้ ควรเลือกทานอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และไม่เครียด



ขอขอบคุณที่มาจาก : สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข,kaijeaw.com

ปรึกษา
โทร.093-974-5878
Line : 989shop


http://www.bim100.site
http://www.phumsomdul.club
https://www.facebook.com/bim100.site

วันพุธที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เรื่องน่ารู้ !! สัญญาณเตือน หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

พฤศจิกายน 01, 2560 0
อธิบดีกรมการแพทย์เผยกลุ่มหนุ่มสาววัยทำงาน ป่วยเป็นโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทเพิ่มมากขึ้น ชี้หากมีอาการปวดหลังมากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป ให้รีบพบแพทย์ทันที

นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท คือ ภาวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของโครงสร้างกระดูกสันหลัง ซึ่งเกิดจากอายุที่มากขึ้นและการเสื่อมสภาพของร่างกาย การยกของหนัก การสูบบุหรี่ ตลอดจนอุบัติเหตุกระแทกบริเวณกระดูกสันหลังบ่อย ๆ ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมเร็วขึ้น

จากการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดการทรุดตัวของโครงสร้างกระดูกตามไปด้วย ร่างกายจะมีการตอบสนองโดยการสร้างกระดูกงอก หรือหินปูนขึ้นมาเพื่อต้านการทรุดตัว แต่โดยปกติแล้วกระดูกงอก ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาใหม่ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ แต่บางรายเกิดกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทและทำให้เกิดอาการปวดร้าวไปตามเส้นประสาทของร่างกายได้

ที่ผ่านมาพบผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาอาการปวดหลังเรื้อรังเพิ่มมากขึ้นในทุกช่วงอายุและในหลากหลายอาชีพ โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยทำงานช่วงอายุตั้งแต่ 25-50 ปี สาเหตุอาจมาจากการทำงานที่เคร่งเครียด ไม่มีการปรับเปลี่ยนอิริยาบถ ส่งผลให้ร่างกายเกิดการอ่อนล้าและเสื่อมสภาพลงไป

โดยผู้ป่วยจะมีอาการ คือ ปวดหลัง เป็น ๆ หาย ๆ เป็นเวลานานมากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป ปวดขาตั้งแต่บริเวณสะโพกร้าวไปบริเวณน่อง เท้า ซึ่งจะปวดมากเวลาเดิน ต้องหยุดเดินเป็นระยะ ๆ อาการปวดหลังร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างถือเป็นอาการเด่นของโรค

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดมากหรือปวดน้อยขึ้นอยู่ว่ากดมากหรือน้อยเป็นสำคัญ ถ้าทิ้งไว้นานเส้นประสาทจะทำงานได้น้อยลง กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง เดินและควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ อาจถึงขั้นเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ดังนั้นเมื่อมีอาการปวดหลังและร้าวลงขา ควรพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการรักษา

ส่วนใหญ่โรคนี้สามารถรักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แพทย์จะจ่ายยาแก้ปวดเพื่อช่วยบรรเทาอาการ ร่วมกับให้ยาลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้นรอบๆ เส้นประสาทหรือหมอนรองกระดูกสันหลัง จะทำให้อาการปวดลดลงได้ และอาจมีการทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงแพทย์จะผ่าตัดเพื่อตัดเอาส่วนที่กดทับเส้นประสาทออก ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดเพื่อช่วยลดอาการเกร็ง และบิดตัวของกล้ามเนื้อหลัง ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น

อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมถึงแนวทางป้องกันโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทคือการใช้กล้ามเนื้อบริเวณหลังในชีวิตประจำวันอย่างถูกวิธี ในช่วงเวลาทำงานโดยการหลีกเลี่ยงการนั่ง ยืน เดิน เป็นระยะเวลานาน ๆ หมั่นเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ ลดน้ำหนักให้สมดุลกับร่างกาย งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการยกของหนักและควรออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง เพื่อให้กล้ามเนื้อรอบกระดูกสันหลังแข็งแรง สามารถช่วยพยุงให้ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้

ขอบคุณที่มาจาก msn

ปรึกษา
โทร.093-974-5878
Line : 989shop



http://www.bim100.site
http://www.phumsomdul.club
https://www.facebook.com/bim100.site

วันจันทร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ผู้หญิงควรทราบ!!!สถาบันมะเร็งแห่งชาติเตือนหญิงไทยตระหนักภัยร้ายมะเร็งเต้านม

ตุลาคม 30, 2560 0
สถาบันมะเร็งแห่งชาติรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านม พบกลุ่มเสี่ยงมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ในหญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป แนะให้หญิงไทยตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งหากพบความผิดปกติ   รีบปรึกษาแพทย์ มะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้นสามารถรักษาหายได้
นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ  กรมการแพทย์กล่าวว่า เดือนตุลาคม เป็นเดือนรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านมทั่วทั้งโลกเพื่อให้ตระหนักถึงภัยร้ายจากโรคมะเร็งเต้านม เนื่องด้วยมะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในหญิงไทยและสตรีทั่วโลก และประเทศไทยมีแนวโน้มพบผู้ป่วยจำนวนเพิ่มขึ้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลในปี 2554 พบผู้ป่วยรายใหม่ 12,613 คน หรือคิดเป็นอุบัติการณ์ 28.5 คนต่อประชากร 100,000 คน ทั้งนี้กลุ่มเสี่ยงมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่จะพบในหญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่  มีประวัติเคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน หรือเคยมีประวัติผ่าตัดเต้านมและมีผลชิ้นเนื้อผิดปกติ  มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี หมดประจำเดือนหลังอายุ 55 ปี เคยรับการฉายรังสีบริเวณทรวงอก ก่อนอายุ 30 ปี การดื่มแอลกอฮอล์  และใช้ยาฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนนานกว่า5ปี

สำหรับวิธีการป้องกันและลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านมถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้หญิงทุกคนสามารถทำได้ด้วยการตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำทุกเดือนและควรได้รับการตรวจจากแพทย์หรือพยาบาลเป็นประจำทุกปี ถ้าพบความผิดปกติต้องรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย รักษา หากพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมระยะแรก มีโอกาสรักษาหายขาดสูง ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการเรียนรู้วิธีการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.nci.go.th และ Mobile Application รู้ทันโรคมะเร็งของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ

นายแพทย์อาคมชัย วีระวัฒนะ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่าการลดความเสี่ยง สามารถทำได้โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่  ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยง อาหารหมักดอง อาหารเนื้อสัตว์รมควัน ปิ้ง ย่าง ทอดจนไหม้เกรียม ควรลดความเครียด  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินมาตรฐาน และหลีกเลี่ยงการใช้ยาฮอร์โมนเพศหญิง

นอกจากนี้ก็ควรค้นหามะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มแรกโดยการตรวจเต้านมด้วยตนเองสม่ำเสมอทุกเดือน ตรวจจากแพทย์เป็นประจำทุกปี และควรตรวจด้วยเครื่องเอ็กซเรย์เต้านม( แมมโมแกรม)ในผู้หญิงอายุเกิน 40 ปี ขึ้นไปก็จะช่วยค้นหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นได้มากขึ้น ในกรณีที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมก็ขอให้รีบเข้าสู่กระบวนการรักษาตามมาตรฐานอย่าปล่อยทิ้งไว้หรือไปรักษาด้วยวิธีอื่นๆ
ขอขอบคุณที่มาจาก : สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข,kaijeaw.com

ปรึกษา

โทร 093-974-5878
Line : 989shop
http://www.bim100.site
http://www.phumsomdul.club
https://www.facebook.com/bim100.site





“ตุ่มน้ำใสๆ” บนนิ้วมือ นิ้วเท้าเป็นสัญญาณเตือนโรคบางอย่างที่คุณยังไม่รู้

ตุลาคม 30, 2560 0
ทุกคนไม่มีใครอยากจะป่วยกันหรอกยิ่งถ้าป่วยหนักยิ่งไม่อยากเป็นกันเข้าไปใหญ่เพราะอาจจะต้องหยุดงานหยุดเรียนเพื่อไปหาหมอแต่ถ้าป่วยแบบเบาๆเช่นปวดหัวเป็นหวัดเป็นไข้ก็แค่ซื้อยามากินแต่รู้กันไหมว่าอาการบางอย่างที่เราคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาไม่มีอะไรแต่มันกลับเป็นสัญญาณเตือนถึงโรคภัยที่เรากำลังเป็น

ตุ่มน้ำใสๆที่เกิดขึ้นตามนิ้วมือนิ้วเท้าของเราหลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติก็แค่อาการแพ้อะไรสักอย่างธรรมดาแต่รู้กันไหมว่าไอ้เจ้าตุ่มน้ำใสๆนี่แหละเป็นสัญญาณเตือว่าตัวเรากำลังป่วยควรหันกลับมาใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองได้แล้ว